Chat with us, powered by LiveChat

ผู้ให้บริการแทงบอลออนไลน์อันดับ 1

เบอร์โทรศัพท์

084 - 822 - 2201 ถึง 3

ไลน์ไอดี

@SBO-AAAA

เดล ปีเอโร่

เดล ปีเอโร่ สุภาพบุรุษลูกหนัง ที่ใครๆก็รู้จัก

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

ในยุคที่โลกของเราเต็มไปด้วยการแข่งขัน แย่งชิงดีชิงเด่น กันเพื่อให้บรรลุความปรารถนาจะเป็นที่หนึ่ง
จนในบางครั้งบางทีนั้น ก็หลงลืมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์กันไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการฟุตบอล ที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมเล่ห์สารพัด ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็งัดเอาออกมาใช้
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทีมของตนเอง ซึ่งเราต่างก็เคยเห็นกันดีในตัวพวกนักเตะประเภทฮาร์ดแมนทั้งหลาย
ที่พร้อมจะเข้าปะทะอย่างหนักหน่วงรุนแรงเสมอ หากต้องตัดเกมในจังหวะสำคัญ

แต่ก็เหมือนกับสังคมเรานั่นแหละครับ ที่มีคนดีและไม่ดีปะปนกันไปนั่นเอง

ตำนานลูกหนังที่ไม่มีใครรู้จัก “เดล ปีเอโร่”

หากเอ่ยชื่อ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ขึ้นมา แน่นอนว่าย่อมไม่มีแฟนบอลคนใหนไม่รู้จักเขา
นี่คืออดีตกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสรยูเวนตุส และเป็นนักเตะทีมชาติอิตาลี ชุดที่ก้าวไปคว้าแชมป์โลกมาครองได้เมื่อปี 2006

เดล-อิเปโร่

และปฏิเสธไม่ได้ว่า เดล ปิเอโร่ เป็นนักฟุตบอลที่แฟนบอลยกย่องและรักใคร่อย่างมาก
โดยไม่เว้นว่าจะเป็นสาวกทีมม้าลายหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งเพื่อนร่วมทีมที่เคยได้สัมผัสกับเขา ล้วนแต่ประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของเขาอย่างมาก

ย้อนกลับไปในช่วงที่สโมสรยูเวนตุส ถูกปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี จากผลพวงของคดีกัลโช่ โปลี อันอื้อฉาว
ในขณะที่บรรดาผู้เล่นคนอื่นๆ ต่างมองหาช่องทางในการจะย้ายทีมออกไป เพราะไม่ต้องการจมปลักอยู่กับสโมสร
เป็นต้นว่า ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ที่ย้ายไป เรอัล มาดริด , ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ย้ายไป อินเตอร์ มิลาน
จานลูก้า ซามบร็อตต้า ย้ายไป บาร์เซโลน่า

มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับสโมสร เหมือนกับคนที่ถูกบอกเลิกเพราะสถานะเข้าขั้นลำบาก
ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า นักฟุตบอลระดับโลกอย่าง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ เองก็สามารถจะเลือกย้ายไปใหนก็ได้ในตอนนั้น
เพราะดีกรี ฝีเท้าและชื่อเสียงของเขานั้นต่างเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้ว

Alessandro-Del-Piero

แต่สิ่งที่ เดล ปิเอโร่ ทำกลับเป็นการถกแขนเสื้อขึ้นยืนสู้เคียงข้างไปกับสโมสร
โดยไม่ยอมทิ้งยูเวนตุสไปใหน เขาเลือกที่จะหยัดยืนเคียงข้างสโมสรที่เขารัก
และยิงประตูในเซเรีย บี จนสามารถพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาได้ในเวลาเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น

“ผมเคารพการตัดสินใจของคนที่จากไป ส่วนการตัดสินใจของผมคืออยู่ที่นี่ กับแฟนบอลทุกคน”

นั่นคือคำที่ เดล ปิเอโร่ กล่าวเอาไว้ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าความรักที่เขามอบให้สโมสรและแฟนบอล
มันคือรักแท้จริง ที่ไม่มีใครจะมาลบเลือนออกไปจากใจเขาได้

หลังจากเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา ในฤดูกาล 2007-2008
ยูเวนตุส ลงเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา และจบซีซั่นด้วยตำแหน่งอันดับสาม
เนื่องจากในตอนนั้น ความพร้อมเรื่องทีมยังไม่อาจสู้กับ อินเตอร์ มิลาน ที่กวาดต้อนดาวดังไปร่วมทีม
จนคว้าแชมป์ในปีดังกล่าวมาครองได้

แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องในปีนั้น ที่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ได้แสดงออกมาและมันเป็นหนึ่งในเหตุผล
ที่บอกเราว่า ทำไมทุกคนถึงรักเขา

Del-Piero

ในซีซั่นดังกล่าว เดล ปิเอโร่ มีอายุมากถึง 34 ปีแล้วครับ และตลอดเวลาที่ผ่านมา
แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นยอดนักเตะแข้งทอง ที่คว้าแชมป์มาแล้วมากมาย ทว่ามีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ที่กองหน้าอย่างเขายังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส นั่นก็คือรางวัลรองเท้าทองคำดาวซัลโวของเซเรีย อา นั่นเอง

แม้จะดูเหมือนไม่สำคัญอะไร แต่เมื่อโอกาสมาถึง เขาก็ย่อมต้องการจะทำมันให้สำเร็จ
เพราะตอนนั้น เดล ปิเอโร่ มียอดการทำประตูในลีกไปแล้ว 19 ประตู เท่ากันกับ ดาวิด เทรเซเก้
หัวหอกชาวฝรั่งเศส ที่เป็นกองหน้าคู่หูของเขาเองในทีมม้าลาย

และในเกมนัดสุดท้าย คือการออกไปเยือน ซามพ์โดเรีย
อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ถูกส่งลงสนามพร้อมๆกันกับ ดาวิด เทรเซเก้
แน่นอนว่าหนึ่งในสองคนนี้ จะต้องมีใครสักคนที่สมหวังกับตำแหน่งดาวซัลโว

และเริ่มเกมมาได้ไม่นาน อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ก็พุ่งทะยานเข้าไปยิงประตูให้ทีม
ขึ้นนำเจ้าถิ่นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขยับยอดรวมของตนเองไปอยู่ที่ 20 ประตู

จากนั้นเมื่อเกมดำเนินต่อมาเรื่อยๆ ยูเวนตุส ขึ้นเกมบุกมาและ เดล ปิเอโร่ ที่เลี้ยงฝ่ากองหลังของซามพ์โดเรีย
เข้ามาในเขตโทษ ถูกสกัดจนล้มลงไป และกรรมการชี้ไปที่จุดโทษ

Del-Piero1

อย่างที่เราทราบกันดีว่า เดล ปิเอโร่ เป็นตัวยืนหนึ่งในการรับหน้าที่สังหารลูกจุดโทษให้ทีมมาตลอด
และตัวเขาเองก็มีความแม่นยำแน่นอนอย่างมากในการทำหน้าที่นี้

และหากลูกนี้เขายิงเข้าประตู จะทำให้ยอดรวมขยับไปที่ 21 ประตู ทิ้งห่าง ดาวิด เทรเซเก้ เพื่อนร่วมทีม
ไปสองประตู ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น รางวัลดาวซัลโวสูงสุดเซเรีย อา ประจำฤดูกาล ครั้งแรกในชีวิต คงไม่หนีไปจากเขาแน่

ทว่าสิ่งที่เขาทำในวันนั้น กลับสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน
เพราะเขาลุกขึ้นมา จัดการเอาลูกบอลไปให้กับ ดาวิด เทรเซเก้ และบอกเขาว่า
“นายยิงเลยเพื่อน!!!”

แม้จะแปลกใจกับสิ่งที่ เดล ปิเอโร่ ทำ แต่ เทรเซเก้ ก็จัดการหวดบอลเข้าไปตุงตาข่าย
เป็นประตู 2-0 ให้ทีม พร้อมทั้งขยับยอดรวมของตนเองมาเท่ากันกับ เดล ปิเอโร่ ที่จำนวน 20 ประตู

เมื่อออกนำไปถึงสองลูก ก็ดูเหมือนว่า ยูเวนตุส จะสามารถปิดเกมนี้ลงด้วยชัยชนะส่งท้ายฤดูกาลได้
แต่แล้ว ซามพ์โดเรีย กลับฮึดสู้จนกลับมาตีเสมอได้สำเร็จใน และเกมก็กลับมาเข้มข้นอีกครั้ง

จนกระทั่งนาทีที่ 65 อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ลากเลื้อยไปกับลูกบอลอย่างสง่างาม
และไปโดนผู้เล่นซามพ์โดเรีย รวบล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้มือไปที่จุดโทษอีกครั้ง
ซึ่งคราวนี้ เดล ปิเอโร่ ก็ทำเช่นเดิม นั่นคือการหยิบบอลไปให้ เทรเซเก้

แต่ครั้งนี้ ดาวิด เทรเซเก้ ปฏิเสธ เพราะรู้ตัวดีว่ามันควรเป็นโอกาสและหน้าที่ของ เดล ปิเอโร่
และสุดท้าย เดล ปิเอโร่ ก็จัดการซัดมันเข้าไปนอนจมตาข่าย ให้ทีมขึ้นนำ 3-2
และยอดรวมของเขา ก็ขึ้นมาเป็น 21 ประตู

Del-Piero2

ทั้ง เดล ปิเอโร่ และ เทรเซเก้ ฉลองด้วยการกอดกันกลมเกลียว ดูไม่เหมือนคู่แข่งที่กำลัง
แย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโวกันเลยสักนิดเดียว

แม้สุดท้ายเกมจะจบลงด้วยการเสมอ 3-3
แต่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ก็สมหวังในการขึ้นไปรับรางวัลดาวซัลโวสูงสุดของกัลโช่ เซเรีย อา ครั้งแรกในชีวิต
ในส่วนของ ดาวิด เทรเซเก้ ที่แม้จะผิดหวังกับการชวดรางวัล แต่เขาก็มีความสุขที่เห็น กัปตันทีม เดล ปิเอโร่ เป็นคนที่คว้ามันมาครอง
ซึ่งตัวของ ดาวิด เทรเซเก้ นั้นก็ให้ความรักและเคารพในตัวของ เดล ปิเอโร่ อย่างมาก จากคำสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งที่เขาถูกถามว่า
เพื่อนร่วมทีมที่ดีที่สุดคือใคร

“ตลอดชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของผมที่ผ่านมา มีผู้เล่นมากมายที่ผมได้มีโอกาสร่วมเล่นด้วย
แต่คนที่ยอดเยี่ยมและดีที่สุด ไม่มีใครเทียบกับ สุภาพบุรุษลูกหนังที่ชื่อ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ได้แน่นอน”

จริงๆแล้วตลอดเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของ เดล ปิเอโร่ กว่า 23 ปี นั้นนะครับ
เขาได้สร้างความทรงจำดีๆให้เกิดขึ้นมามากมายเต็มไปหมด
และเหตุการณ์ที่เล่าไปนั้นก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวดีๆตลอดช่วงเวลาที่เขายังโลดแล่นในวงการฟุตบอล

Alessandro_Del_Piero

และมันก็เป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผลเช่นกันที่บอกเราว่า ทำไมผู้คนถึงยกย่องเขามากมายนัก
นั่นก็เพราะสิ่งที่ เดล ปิเอโร่ ทำลงไปนั้น ได้สอนให้เรารู้ว่า

“แม้จุดมุ่งหมายจะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องการก้าวไปให้ถึงมากเพียงใด แต่มันคงไม่มีค่าอะไรเลย
หากเราเห็นแก่ตัวและหลงลืมการแบ่งปัน เพราะสุดท้ายแล้วนั้น มันคงไม่มีประโยชน์อะไร
ถ้าเราเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดได้สำเร็จ แต่เหลียวมองลงไปแล้วกลับไม่มีมิตรภาพดีๆจากผู้คนมอบให้เลย”

นี่แหละครับ สุภาพบุรุษลูกหนังที่ชื่อ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่