Chat with us, powered by LiveChat

ผู้ให้บริการแทงบอลออนไลน์อันดับ 1

เบอร์โทรศัพท์

084 - 822 - 2201 ถึง 3

ไลน์ไอดี

@SBO-AAAA

เพลงประจำสโมสร

วัฒนธรรมเพลง กับวงการฟุตบอลที่เกี่ยวข้องกัน

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

สำหรับองค์ประกอบหนึ่งของกีฬาฟุตบอล ที่มีส่วนสำคัญและอยู่คู่กับวงการลูกหนังมาตลอด
ย่อมหนีไม่พ้น บทเพลงประจำสโมสร และรวมไปถึงเพลงเชียร์ที่เหล่าแฟนบอลแต่ละทีม
ต่างสรรหานำมาแปลงเป็นทำนองและเนื้อร้องในการเชียร์ทีมของตนเอง

ที่เราคุ้นเคยกันดีก็เช่น Glory Glory Man United ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
You’ll never walk alone ของ ลิเวอร์พูล
Blue Moon ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออย่าง เชลซี ก็จะใช้เพลง Blue is the colour

liverpool-song

จริงๆแล้วในลักษณะจำเพาะสำหรับเพลงประจำสโมสรฟุตบอลนั้นมีด้วยกันหลายอย่างครับ
อย่างแรกเลยก็คือ Chants หรือก็คือ เพลงท่อนสั้น ที่ส่วนใหญ่กองเชียร์ทุกทีมต้องมี
เพื่อเอาไว้ร้องแซวคู่แข่ง ร้องเชียร์ทีมตนเอง ร้องเชียร์นักเตะเด่นๆของสโมสรตนเอง
รวไปถึงใช้ร้องด่านักเตะคู่ต่อสู้ในเกมนั้นๆ

อีกทั้งเพลงท่อน Chants ยังสามารถเอาไว้เพื่อสื่อถึงความต้องการของแฟนบอลในช่วงเวลานั้นๆได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น แฟนบอล อาร์เซน่อล ที่ส่วนใหญ่อยากให้ อูไน เอเมรี่ โดนปลดออกจากตำแหน่ง
ก็จะใส่ทำนองเข้าไปในคำว่า We want Emery out ซึ่งไอ้เจ้า Chants นี่นะครับ
จะมีท่วงทำนองอยู่ไม่มากเท่าไร โดยมากก็จะยืมกันไปกันมาระหว่างแฟนบอลแต่ละทีมที่นำมาใช้กัน
วนไปวนมา โดยเปลี่ยนแค่เพียงเนื้อร้องเท่านั้น ตรงจุดนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แฟนบอลของประเทศอังกฤษ
ถือเป็นกลุ่มที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ หรือเรียกว่าเป็นพรสวรรค์เลยก็ว่าได้ ในการแปลงเนื้อร้องแนวจิกกัด เหน็บแนม
เข้าไปในทำนองเพลง บางครั้งอยู่ดีๆพวกเขาก็ด้นสดมันขึ้นมาระหว่างเกม จนสุดท้ายก็ฮิตติดท้อปชาร์ต จนถูกนำไปใช้ตามๆกันอย่างแพร่หลาย

ต่อมาก็คือ เพลงเชียร์ที่เป็นเพลงยาวๆเลย หรือ Song ซึ่งส่วนมากเหล่าแฟนบอล
ก็จะนำเอาทำนองของเพลงดังๆ มาแปลงเนื้อร้องเข้าไปใหม่ หรือบางสโมสรก้จะเป็นเพลง
ที่แต่งขึ้นมาเองของสโมสร ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ Glory Glory Man United
และ Glory Glory Tottenham hot Spurs ที่เป็นเพลงทำนองเดียวกันเป๊ะ
เพียงแต่เปลี่ยนเนื้อร้องตามแต่ละสโมสรนั่นเอง

glory-glory

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็คุ้นเคยกันดีกับบทเพลงอมตะ ความหมายลึกซึ้งอย่าง You’ll never walk alone
ที่นอกจากจะเป็นเพลงประจำสโมสรของหงส์แดง แล้วยังเป็นสโลแกนประจำทีมอีกด้วย
แต่บทเพลง You’ll never walk alone ไม่ใช่แค่ลิเวอร์พูล สโมสรเดียวนะครับที่ใช้
เพราะมีหลายทีมทั่วทวีปยุโรปที่นำไปเป็นบทเพลงประจำทีมเช่นกัน ตัวอย่างก็คือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ใน บุนเดสลีกา เยอรมัน
และ กลาสโกว์ เซลติก ม้าลายเขียวชาวแห่ง สกอตติช พรีเมียร์ ลีก

แต่จากข้อมูลที่กูรูลูกหนังวิเคราะห์มาแล้วว่าน่าจะเป็น บทเพลงที่มีเสน่ห์มากที่สุดในบรรดาทีมที่เล่นอยู่ใน พรีเมียร์ ลีก ก็คือ
I’m forever blowing bubbles ซึ่งเป้นเพลงประจำสโมสร ขุนค้อน เวสต์แฮม
และยังถือเป็นเพลงประจำสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในลีกด้วย

เพลง-I'm-forever-blowing-bubbles

สำหรับสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด แล้วนั้น ส่วนมากพวกเขาจะไม่ค่อยมีเพลงหลากหลายอะไรมาก
เพราะหลักๆแล้วพวกเขาใช้ I’m forever blowing bubbles เป็นเพลงหลักเพลงเดียว
แต่มันก็สมเหตุสมผลเพราะว่า มันเป็นบทเพลงที่ไพเราะอย่างที่สุด โดยเฉพาะเมื่อบวกรวมเข้ากับบรรยากาศ
ในสนามอัพตัน พาร์ค หรือ โบลีน กราวน์ รังเหย้าเก่าของขุนค้อน ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง
และมีอุปกรณ์เสริมอย่างการเป่าฟองอากาศให้ลอยละล่องไปทั่วสนามอีกด้วย

โดยเจ้าหน้าที่สนามของเวสต์แฮม จะเปิดเพลงนี้คลอเคลียไปกับช่วงที่นักเตะลงมาวอร์มร่างกาย
จนถึงก่อนช่วงคิกออฟ ซึ่งจะเป็นจังหวะที่พวกเขาจะเปิดเพลงนี้เป็นรอบสุดท้าย
ให้สาวกขุนค้อน ตะเบ็งโก่งคอส่งเสียงออกมาให้สุด จนกระทั่งมาถึงจังหวะพอดีกับช่วงท่อนฮุคมาถึง
ก็จะเป็นเวลาที่กรรมการเป่าเริ่มเกมพอดี ซึ่งจากนั้นเสียงเพลงจากลำโพงจะถูกหยุดลง
และกระหึ่มต่อไปด้วยเสียงจากแฟนบอลแบบเพียวๆ ที่สามัคคีกันอย่างน่าประทับใจ

กลับมาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หากใครเป็นสาวกปีศาจแดง ก็จะทราบดีว่า
นอกจาก Glory Glory Man United แล้วนั้น พวกเขายังมี
เพลง United Road ที่พวกเขาเอาทำนองมาจากเพลง Take me home Country road
ของศิลปินนาม จอห์น เดนเวอร์ มาเปลี่ยนเนื้อร้องเข้าไปใหม่ ซึ่งก็เป็นบทเพลงที่เพราะมากๆ

Take-me-home-Country-road

อย่างต่อมาก็คือ เพลงอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นเพลงของศิลปินชื่อดังตามแต่ละประเทศ
ที่ทางสโมสรจะเอาไว้เปิดในช่วงที่ผู้เล่นทั้งสองทีมเดินก้าวลงสู่สังเวียนหญ้า

หรือบางทีก็ใช้เปิดตอนที่มีการทำประตูได้ และในบางแห่งก็นำมาเปิดตอนช่วงวอร์มอัพก่อนเกม
ซึ่งเพลงพวกนี้หากเราดูถ่ายทอดสดผ่านจอทีวีจะไม่มีทางได้รับชม รับฟังแน่นอน
เพราะส่วนใหญ่การถ่ายทอดสดจะตัดมาตอนที่เกมกำลังจะเขี่ยเริ่มเกมพอดี

อีกทั้งแม้แต่พรีเมียร์ ลีก เองก้ยังเคยใช้เพลงของวง Kasabian ที่ชื่อ Fire
มาเป็นเพลง Theme ประจำการแข่งขันเมื่อสมัย 7-8 ปีที่แล้ว

วง Kasabian นี่ถือเป็นวงประจำเมืองของ เลสเตอร์ เพราะก่อตั้งกันที่นี่
และสมาชิกในวงก็ล้วนเป้นสาวก จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ กันแทบทั้งสิ้น
โดยเฉพาะตัวฟรอนต์แมน หรือ นักร้องนำที่ชื่อ เซอร์จิโอ พิซซอร์โน่
ที่หากกรีดเลือดออกมาคงเป็นสีน้ำเงินเลสเตอร์ ทั้งตัว

วง-Kasabian

ซึ่งด้วยเหตุนี้เอง ที่นอกจากจะเคยเป็นเพลงธีมหลักของพรีเมียร์ ลีก
วง kasabian ก็ยังอยู่ต่อมาในฐานะวงดนตรีประจำเมือง
และสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก็ยังคงใช้เพลง Fire ของวงมาเปิดตอนที่ทีมทำประตูได้ทุกครั้ง
ที่เล่นในรังเหย้า คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม

พูดถึงเรื่องเพลง มาจนถึงเรื่องวงดนตรีประจำเมืองแล้วนั้น
ก็ต้องพูดต่อว่า สโมสรฟุตบอลที่มีฐานที่ตั้งในกรุงลอนดอนส่วนใหญ่
มักจะเลือกใช้เพลง London Calling ของวงดนตรีคณะ The Clash
ซึ่งเป็นวงที่โด่งดังมากๆในช่วงยุค 60 มาเปิดปลุกเร้าจิตใจกัน

เพลง-London-Calling

ขณะที่ในแมนเชสเตอร์ ก็เช่นเดียวกันที่มีวงดนตรีประจำเมือง แถมพิเศษกว่านั้นก็คือ
พวกเขามีถึงสองวงด้วยกัน และทั้งสองวงต่างก็มีจุดยืนเลือกอยู่คนละสีของเมือง

โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป้นที่รับรู้กันดีว่ามักจะใช้เพลงของวง Oasis
ซึ่งเป็นวงดังที่ทั่วโลกน่าจะรู้จักดี แต่เหตุผลหลักมากกว่านั้นก็เพราะ
เลียม และ โนเอล สองพี่น้องตระกูลกัลลาเกอร์ สมาชิกในวงเป็นสาวกเรือใบสีฟ้าเต็มขั้นนั่นเอง

ทางฝั่งปีศาจแดง ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า เพราะพวกเขามีวง The Stone Roses
ซึ่งเป็นวงดนตรีชื่อดังที่ยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับ โอเอซิส เพราะสมาชิกเกือบทั้งวง
เป็นสาวกผู้ขายวิญญาณให้ปีศาจแดง นำมาโดย เอียน บราวน์ นักร้องนำ

วง-The-Stone-Roses

วัฒนธรรมฟุตบอลผ่านบทเพลงเหล่านี้ กระจายไปทั่วทุกมุมโลกที่มีการแข่งขันกีฬาลูกหนัง
โดยไม่เว้นแม้แต่สโมสรในประเทศไทยเราก็ได้รับอิทธิพลเรื่องพวกนี้เข้ามาเช่นเดียวกัน

ซึ่งสุดท้ายนี้ ผมลองคิดเล่นๆนะครับว่า หากจะหาบทเพลงไทยที่นำมาใช้เป็นเพลงปลุกใจก่อนที่นักฟุตบอล
จะลงไปบรรเลงเพลงแข้งกันในสนาม เพลง บัวลอย ของวงคาราบาว น่าจะเป็นเพลงที่มีท่วงทำนอง
และเสียงเครื่องดนตรีที่เร้าใจได้มากที่สุด คำถามก็คือ ถ้าเปิดแล้วจะได้ดูบอลหรือดูมวยนี่สิครับ !!!