ผู้ให้บริการแทงบอลออนไลน์อันดับ 1

เบอร์โทรศัพท์

084 - 822 - 2201 ถึง 3

ไลน์ไอดี

@SBO-AAAA

souness

แกรม ซูเนสส์ เขาบอกว่าผมโหด

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

 449 คนเข้าชม

หากพูดถึงนักเตะจอมบู๊ในอดีต ชื่อของแกรม ซูเนสส์ ถูกนึกขึ้นได้ในระดับแนวหน้าของลีก แต่เขาไม่ได้เป็นแค่คนที่เล่นหนัก เพราะเขายังมีเทคนิคลูกหนังที่เป็นเลิศด้วย เขาสร้างตำนานมากมายกับลิเวอร์พูล และเป็นหนึ่งในกัปตันทีมที่ได้ชูถ้วยแชมป์ยุโรป รวมถึง การก้าวเป็นผู้จัดการทีม ที่มีเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย แต่ที่แน่ๆ ทุกภาคส่วนของชีวิต ความดุดันหนักหน่วงคือสิ่งแรกที่คนนึกถึงเสมอ

แกรม ซูเนสส์ เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1953 ปัจจุบันอายุร่วงเลยมาถึง 67 ปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรง และฟิตปั๋งเหมือนเดิม โดยเฉพาะลีลาการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ เมื่อยังวนเวียนอยู่ในอาชีพผู้บรรยายกีฬา

 

ข่าวอื่นๆ น่าอ่าน

Graeme James Souness1

 

เขาเริ่มต้นเป็นนักเตะฝึกหัดร่วมกับทีมสเปอร์ส และได้รับการเซ็นสัญญาระดับอาชีพตั้งแต่อายุได้ 15 ปีเท่านั้น แต่ในช่วงสองปีแรก เขาไม่ได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับไก่เดือยทองเลย และเจ้าตัวก็เข้าไปคุยกับเจ้านายทันที เพราะตัวเองมั่นใจในฝีเท้าของตัวเองมาก ก่อนที่จะโดนปล่อยตัวให้กับ มอนทรีออล โอลิมปิค ลีกจากฝั่งอเมริกาเหนือ ยืมตัวไปเล่น และได้ลงสนาม 10 นัด ยิงได้ 2 ประตู ก่อนที่สเปอร์ส จะปล่อยตัวออกไปให้กับมิดเดิ้ลสโบรช์ ด้วยค่าตัว 30,000 ปอนด์

ตลอดระยะเวลา 6 ปีในชุดเดอะโบโร่ เขากลายเป็นมิดฟิลด์ที่มาเติมเต็มให้กับทีม ผลงานของเขาโดดเด่น อย่างที่ตัวเขาเองมีความมั่นใจ ทำให้ บ๊อบ เพรสลีย์ ดึงตัวเขาเข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์ในปี 1978 โดยคาดหวังจะให้มาแทนที่ของ เอียน คัลลาแฮน ที่อำลาทีมไปหลังคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพปี 1977 ได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติของสโมสร 350,000 ปอนด์ ในเวลานั้น ก่อนที่เพื่อนร่วมชาติอย่าง เคนนี่ ดัลกลิช จะย้ายจากเซลติก สู่ถิ่นแอนฟิลด์ ตามมาติดๆ ด้วยค่าตัว 440,000 ปอนด์ ทำให้สถิติของเขายืนยงอยู่แค่แป๊บเดียว

Graeme James Souness2

 

เมื่อซูเนสส์มาอยู่กับลิเวอร์พูล ซึ่งกำลังเป็นยอดทีมในเวลานั้น เขาก็เริ่มสัมผัสรสชาติแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังสำคัญในแดนมิดฟิลด์ให้กับทีม ก่อนที่สุดแล้ว เขาจะก้าวขึ้นรับปลอกแขนกัปตันทีมตั้งแต่ฤดูกาล 1981-82 และได้กลายเป็นผู้ชูถ้วยชนะเลิศยูโรเปี้ยนคัพในปี 1984 ซึ่งนั่นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการสุดท้ายของเขา ที่ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ก่อนจะลาจากทีมไปค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย ที่กัลโช่ เซเรียอา ด้วยค่าตัว 650,000 ปอนด์

ที่ซามพ์โดเรียเขาได้เล่นร่วมกับดาวรุ่งของทีมที่ต่อมาจะกลายเป็นดาวเด่นให้กับทีมชาติอิตาลีอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่, จิอันลูก้า วิอัลลี่ และ เปียโตร เวียโคว็อต และสิ่งหนึ่งที่เขาเอามาวาดลวดลายโชว์ให้แฟนบอลอิตาลีได้เห็น นั่นก็คือ การเล่นในรูปแบบที่หนักหน่วง ตัดเกมคู่แข่งได้อย่างถอนรากถอนโคน จนกระทั่ง ทีลาซามพ์คว้าแชมป์โคปา อิตาเลีย ได้สำเร็จ

เขาโลดแล่นอยู่บนแผ่นดินอิตาลีได้สองฤดูกาล ก็ย้ายกลับบ้านเกิดและไปร่วมทัพกับกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นทีมสุดท้ายในฐานะอาชีพนักเตะของเขา แต่ก็เป็นที่แรกที่เขาได้สัมผัสการเป็นอาชีพผู้จัดการทีมในเวลาต่อมาด้วย

Graeme James Souness3

 

ความสำเร็จของเขาในการคุมทัพเรนเจอร์ส ทำให้ลิเวอร์พูลติดต่อไป เพื่อให้กลับมารับตำแหน่งนายใหญ่แห่งแอนฟิลด์แทนการจากไปของเคนนี่ ดัลกลิช อดีตเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเวลานั้น ลิเวอร์พูลได้ เควิน มอแรน รับหน้าที่ชั่วคราวขัดตาทัพอยู่ จากความดุในสนาม ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความ เฮี้ยบ ในมาดกุนซือแทน เพราะเขาคือคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเองสูง และเขาก็อยู่ในตำแหน่งของตัวเองที่ แอนฟิลด์ได้แค่ 3 ปี ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งไป เพราะลิเวอร์พูลกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงตกต่ำ โดยเริ่มนับหนึ่งจากการเข้าทำงานของเขานั่นเอง

จากนั้น เขาก็กลายเป็นกุนซือพเนจร รับงานคุมทีม กาลาตาซาราย, เซาแธมป์ตัน, โตริโน่, เบนฟิก้า, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และ นิวคาสเซิ่ล ก่อนที่ปัจจุบัน จะหวนมารับงานทางโทรทัศน์

Graeme James Souness4

 

ไม่ว่า ซูเนสส์ จะไปยืนอยู่ตรงที่แห่งไหน หรือ ทำงานอะไร ภาพลักษณ์และการแสดงออก ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย ความดุดันหนักแน่น ยังติดตัวเขาไป จนกลายเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ การทำงานในฐานะผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ยังถูกถ่ายทอดออกมา ถึงสิ่งที่ชวนทะเลาะได้ง่ายๆ เสมอ พูดง่ายๆ ได้เลยว่า เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่มองดูแล้ว มันก่อให้เกิดความรุนแรง มันซึมเข้าไปในสายเลือดของเขา จนถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติไปหมดแล้วนั่นเอง