ผู้ให้บริการแทงบอลออนไลน์อันดับ 1

เบอร์โทรศัพท์

084 - 822 - 2201 ถึง 3

ไลน์ไอดี

@SBO-AAAA

uefa champions league

7 ที่สุดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019-20

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest

 115 คนเข้าชม

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาลนี้นะครับ ผู้ชนะทุกคนน่าจะทราบกันดีว่า บาเยิร์น มิวนิค สร้างความยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0

 

นอกจากจะกลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของพวกเขาแล้ว นี่ยังเป็นการคว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ อีกครั้ง ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี หลังจากเคยทำมาแล้วหนึ่งหนยุคของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส

 

ปีนี้มีเรื่องราวต่างๆ มากมายเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่า ระบาด ทำให้การแข่งขันก็ต้องยุติลงชั่วคราวเหมือนกับเกมการแข่งขันรายการอื่นๆ กว่าจะกลับมาเตะกันได้ ก็ต้องรอให้เกมลีกแต่ละประเทศนั้นแข่งจบเสียก่อน

 

และการแข่งขันในรอบน็อกเอาต์ เสน่ห์เดิมคือการเล่นแบบ 2 เลก เหย้า-เยือน ก็ต้องเปลี่ยนมาเตะนัดเดียวรู้ผล แถมยังต้องไปฟาดแข้งกันที่ประเทศโปรตุเกสส เหมือนกับพวกทัวร์นาเมนต์ทีมชาติอย่างไหนอย่างนั้นเลย

 

ในฤดูกาลนี้ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมาย และแน่นอนว่าเมื่อสรุปจบการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ ก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นที่สุดของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นนี้

 

เดลี่ เมล ได้จัดเอา 7 ที่สุดของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2019-20 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1.ผู้เล่นยอดเยี่ยม – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

Robert Lewandowski

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ และจริงๆ แล้ว เขาต้องได้รางวัล บัลลงดอร์ ด้วยซ้ำไป แต่ก็น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วทาง ฟร้องซ์ ฟุตบอล ตัดสินใจยกเลิกการแจกรางวัลในปีนี้ไปเสียก่อน

 

การทำ 55 ประตูในทุกรายการ พร้อมกับพา “เสือใต้” คว้า 3 แชมป์ มันเหมาะสมสุดๆ แล้วการที่เขาจะเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำรายการ ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นผู้ที่ทำประตูสูงสุดด้วยจำนวน 15 ลูก

 

แถมยังยิงประตูติดต่อกันยาวถึง 9 เกมรวด ก่อนจะเข้ามาถึงนัดชิงชนะเลิศ มันหมายความว่าเขาซัดประตูให้กับทีม ได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว หรือรอบแบ่งกลุ่ม ลากยาวมาเลย

 

เจ้าตัวประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย แต่สิ่งที่เหลือเชื่อคือเขายังไม่ได้แชมป์รายการนี้เลย ซึ่งกว่าจะได้ก็ต้องมาถึงปีที่เขามีอายุ 32 ขวบเข้าไปแล้ว

 

เอาเข้าจริงด้วยฟอร์มแบบนี้ ถือว่าเป็นปีที่พีคที่สุดสำหรับเขาเลยก็ว่าได้ นับตั้งแต่ค้าแข้งมา และเป็นผู้แบกทีมอย่างชัดเจน มันก็เหมาะสมแล้วที่เขาคือผู้เล่นยอดเยี่ยมของรายการ

 

2.ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม – อัลฟอนโซ่ เดวิส (บาเยิร์น มิวนิค)

Alphonso Davies

 

จริงอยู่ว่า เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ก็เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตเหมาะสมกับการเป็นผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ แต่ก็ต้องยกให้กับแข้งชาวแคนาดารายนี้ ที่แบกรับตำแหน่งแบ็กซ้าย และยังเป็นส่วนสำคัญที่พาทีมมาถึงรอบชิงชนะเลิศแบบนี้อีกด้วย

 

เขาได้กลายเป็นแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลก หรือในยุโรปสำหรับฤดูกาลนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย จากที่มาแรกๆ ยังไม่มีใครรู้จัก พอได้ลองชิมลางเล่นแบ็กซ้ายจำเป็นเท่านั้นแหละ ทุกคนรู้จักกันหมด กับเอกลักษณ์ในเรื่องความเร็วของเจ้าตัว

 

กองหลังวัยเพียง 19 ปี แต่ฝีเท้านิ่งเกินวัย ไม่ว่าจะเป็นในเกมลีก หรือบอลยุโรป แทบจะไม่ได้ก่อความผิดพลาดใดๆ เลย แถมยังมีส่วนช่วยกับเกมรุกอีกต่างหาก แมตช์ใหญ่แมตช์เล็ก เจ้าตัวทำได้หมด

 

ล่าสุดก็ทำหนึ่งแอสซิสต์ ในเกมที่ทัพ “เสือใต้” ปูพรมถล่ม บาร์เซโลน่า 8-2 ด้วยการเลี้ยงบอลล็อกผ่าน เนลสัน เซเมโด้ แบ็กขวาคู่แข่งก่อนจะเปิดให้ โจชัว คิมมิช ไปแบบเสียคน

 

3.กุนซือยอดเยี่ยม – ฮันซี่ ฟลิค (บาเยิร์น มิวนิค)

Hans Dieter Flick

 

ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ากุนซือชาวเยอรมัน เหมาะสมทุกประการที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครอง การที่ต้องดวลกับบรรดาโค้ชทีมคู่แข่งมากมาย เส้นทางของเขานั้นแทบจะคล้ายกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ ซีเนอดีน ซีดาน เลยทีเดียว

 

เพียงแต่ บาเยิร์น ไม่ได้เป็นทีมแรกที่เขาเป็นกุนซือ เจ้าตัวเคยเป็นโค้ชให้กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ มาก่อน นอกจากนั้นยังมีประสบการณ์การเป็นผู้ช่วยทั้ง เร้ด บูล ซัลซ์บวร์ก, ทีมชาติเยอรมนี และทีมปัจจุบันของเขาด้วย

 

แต่สิ่งที่มันเหมือนกัน แล้วทำให้เขาได้ขึ้นทำเนียบโค้ชที่ประสบความสำเร็จ คือการพา บาเยิร์น คุมทีมปีแรก ก็พลิกจากทีมของ นิโก้ โควัช ที่กำลังทรง มาคว้า 3 แชมป์ได้อย่างยอดเยี่ยมนั่นเอง

 

ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าในซีซั่นนี้ เขาได้เวลาทำทีมมากกว่าทุกๆ ปี แม้ว่าจะได้รับงานเป็นกุนซือในเดือนพฤศจิกายน แต่ด้วยเรื่องไวรัส โควิด-19 ก็ทำให้มันยืดอายุในการทำงานของเขาเพิ่มเติมไปอีก ถือเป็นปีที่มันเข้าทางของเขามากเลยทีเดียว

 

วิธีการเล่นที่ต่างออกไป การใช้งานนักเตะอย่าง โธมัส มุลเลอร์ อย่างมีประสิทธิภาพ ปั้นดาวรุ่งอย่าง อัลฟอนโซ่ เดวิส ได้สุดเซอร์ไพรส์ มีระบบแผนการทำทีมที่ลงตัว มี 11 ผู้เล่นที่แน่นอนชัดเจน

 

นักเตะในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวจริงอย่าง นิคลาส ซูเล่ เจ็บยาว ต้องใช้ ดาวิด อลาบา ไปยืนเซ็นเตอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ฟอร์มการเล่นของทีมนั้นเป๋ได้เลย น่าสนใจว่าในซีซั่นหน้า ผลงานของทีมกับ ฮันซี่ ฟลิค จะไปในทิศทางใด

 

4.สุดยอดทีมเซอร์ไพรส์ – อตาลันต้า

Atalanta

 

ใครจะเชื่อว่าน้องใหม่อย่าง อตาลันต้า กลายเป็นอีกหนึ่งดาวเด่นของทัวร์นาเมนต์นี้ ถือว่าเป็นฤดูกาลที่น่าประทับใจมากๆ สำหรับพวกเขาเลยทีเดียว

 

ในช่วงรอบแบ่งกลุ่ม ทุกๆ คนก็คิดว่าพวกเขาคงไปได้ไม่ถึงไหน หลังจากเปิดหัวด้วยการแพ้ 3 เกมติด มีเพียง 0 คะแนนในรอบแบ่งกลุ่ม แต่หลังจากนั้นก็สามารถเก็บชัยชนะได้ และเข้ารอบน็อกเอาต์ได้อย่างหวุดหวิด

 

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ระบาด แบร์กาโม่ เมืองที่ตั้งของพวกเขา กลายเป็นศูนย์กลางของการระบาดในยุโรป มีผู้ป่วยมากมาย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนั้น

 

พวกเขากลับมาแข่งขันรอบน็อกเอาต์ ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องจากเกมลีก จนกระทั่งทะลุมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ และชนกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

แถมพวกเขายังเกือบที่จะเป็นผู้ชนะหลังจากนำไป 1-0 น่าเสียดายที่ประสบการณ์มีไม่เยอะพอ และเจอกับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นอย่าง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์

 

สุดท้ายพวกเขามาถูกประตู 2 ลูกพลิกแซงแล้วพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ แต่มันก็จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับพวกเขา เพื่อลุยในรายการนี้ใหม่ซีซั่นหน้า

 

5.สุดยอดทีมล้มเหลว – บาร์เซโลน่า

 Barcelona

 

จริงอยู่ที่ บาร์เซโลน่า ในช่วงว 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเต็งจ๋ากับการคว้าแชมป์รายการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของ กีเก้ เซเตียน มันก็คงต้องใช้เวลาในการปรับกันหน่อย

 

แต่การพ่ายแพ้ให้กับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างขาดลอยถึง 2-8 มันเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้มีวี่แววแย่มาก่อน

 

เอาจริงๆ ในเกมที่พบกับ นาโปลี พวกเขาทำผลงานได้ดีมากๆ นะครับ ดีอย่างที่ผมแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อนในฤดูกาลนี้เลยด้วยซ้ำ มาตรฐานของพวกเขานั้นทำได้สูงกว่าตอนที่เล่นในลีกเสียอีก

 

แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาสู้ บาเยิร์น ไม่ได้เลยสักนิด โดนเกมบุกของคู่แข่งบี้ใส่ เล่นงานแบบไม่มีชิ้นดี การต่อบอลจากผู้รักษาประตูขึ้นไปทำเกมบุก ที่น่าภาคภูมิใจนั้นกลับไม่สามารถทำได้เลย และโดนปิดตายอย่างไม่มีชิ้นดี

 

มันกลายเป็นว่าหลังจากนั้น นักเตะที่เป็นผู้นำอย่าง เคราร์ด ปีเก้ ก็ออกมาบอกว่าทีมนั้นถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงกันทั้งระบบ มันแสดงว่าการทำงานในช่วงที่ผ่านมาเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ด้วยการจบฤดูกาลแบบไม่มีอะไรติดไม้ติดมือ

 

6.ประตูยอดเยี่ยม – เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 เปแอสเช)

Erling Braut

 

ประตูขึ้นนำ 2-1 ของ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ถือเป็นลูกที่สวยที่สุดในทัวร์นาเมนต์ จากการคัดเลือกของ เดลี่ เมล ซึ่งมันนคือเอกลักษณ์ของดาวเตะชาวนอร์เวย์ผู้นี้

 

ฮาแลนด์ รับบอลจากด้านขวาโดย จีโอวานนี่ เรย์น่า แตะบอลเข้าซ้ายแล้วกดด้วยเท้าซ้าย ลูกยิงพุ่งแรงมากเสียบสามเหลี่ยม เขาไม่ได้ใช้เวลาแต่งบอลอะไรมากมาย ซึ่งมันทำให้ผู้เล่นของ เปแอสเช นั้นเข้าไปประกบไม่ทัน นี่คือทักษะของกองหน้าที่ดี

 

น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้ว “เสือเหลือง” ไปพ่ายแพ้ให้กับ ปารีสฯ 0-2 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งเราเลยไม่ได้เห็นดาวเตะผู้นี้โลดแล่นในเวทียุโรปต่อ

 

7.แอสซิสต์ยอดเยี่ยม – อัลฟอนโซ่ เดวิส (บาเยิร์น มิวนิค 8-2 บาร์เซโลน่า)

Bayern Munich

 

แทบจะไม่ต้องหาเลยว่าลูกจ่ายสุดสวย มันจะต้องเป็นประตูไหน การทำแอสซิสต์ของเด็กหนุ่มชาวแคนาดา นั้นถือเป็นประตูที่ฮือฮาที่สุดเลยก็ว่าได้

 

มันอาจจะไม่ได้เป็นลูกจ่ายที่เหนือชั้น ถ้าไม่มีช็อตก่อนหน้านั้น เดวิส ลากบอกมาเองเรื่อยๆ ดวลกับ เนลสัน เซเมโด้ ก่อนที่จะกระชากไปสุดเส้นด้วยความเร็ว

 

ซึ่งแน่นอนว่าแบ็กขวาของ “เจ้าบุญทุ่ม” พอโดนกระชากแบบไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่มีทางที่จะตามไปทัน ด้วยสปีดที่ยอดเยี่ยมของ เดวิส ก่อนที่จะลากสุดเส้นเข้าไปในกรอบเขตโทษเรื่อยๆ ก่อนจะแปบอลให้กับ โจชัว คิมมิช แท็ปอินง่ายๆ เข้าประตูไป

 

และก่อนที่ เซเมโด้ จะโดนเผา เขาเพิ่งเลื้อยผ่านทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ และ อาร์ตูโร่ วิดัล มาด้วย นี่คือการเล่นของเด็กวัยเพียง 19 ปี และเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศ และคู่แข่งคือ บาร์เซโลน่า!!